Monthly Archives: สิงหาคม 2017

ยาสมุนไพรลดไข้

ยาสมุนไพรลดไข้ (ไทยโพสต์)

อาการไข้ เกิดจากการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรคพวกไวรัสหรือแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย เกิดการติดเชื้อและอักเสบ กระบวนการขับไล่เชื้อโรคในร่างกายจะทำงานโดยส่งเม็ดเลือดขาวออกมากินเชื้อโรคในเม็ดเลือดแดง เรียกว่าระบบคุ้มกันของร่างกาย แต่ถ้าร่างกายปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการทำงานของเม็ดเลือดขาวหรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ก็จะส่งผลให้เกิดอาการตัวร้อนเป็นไข้ ถ้ามีอาการตัวร้อนจัดหรือไข้สูงต้องกินยาลดไข้ช่วย แต่ถ้ามีไข้สูงติดต่อกันเป็นเวลา 24 ชั่วโมง อาจเป็นอันตรายได้ จึงควรรีบไปพบแพทย์

ในทางการแพทย์แผนไทยใช้ยาสมุนไพรจำพวกที่มีรสขม รักษาอาการไข้อักเสบ สมุนไพรรสขมมีฤทธิ์เย็น ช่วยลดไข้ บำรุงโลหิตและน้ำดี ช่วยในการเจริญอาหารและย่อยอาหาร ช่วยให้นอนหลับและขับถ่ายได้ดี สารรสขมที่พบส่วนใหญ่เป็นสารในกลุ่มอัลคาลอยด์ (alkaloid) และกลุ่มเทอร์ปีนส์ รวมถึงกลุ่มกลัยโคไซด์ (glycoside) และฟลาโวนอยด์แต่มีส่วนน้อย

อัลคาลอยด์เป็นสารอินทรีย์ที่มีรสขมไม่ละลายน้ำแต่ละลายได้ดีในตัวทำละลายอินทรีย์ พบได้ในส่วนต่าง ๆ ของพืชชั้นสูง ฤทธิ์ที่สำคัญของอัลคาลอยด์คือการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทสำหรับเทอร์ปีนมีอยู่หลายชนิด แต่มีพวกไดเทอปีนส์ที่มีสารรสขมมากที่สุด เช่น ในฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีฤทธิ์แก้ไข้และพบว่าช่วยปกป้องตับจากสารพิษ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ต้านการอักเสบและแก้ท้องเสีย กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ต้านแบคทีเรีย รักษาโรคในระบบทางเดินหายใจ แก้หวัด แก้เจ็บคอ

สารรสขมทำหน้าที่ในการกระตุ้นไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดขาวออกมากินเชื้อโรคที่เม็ดเลือดแดง คือทำหน้าที่กวาดล้างสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย เป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ แต่ถ้ารับประทานรสขมมากก็จะส่งผลให้เม็ดเลือดขาวมากเกินไปจนไปกินเม็ดเลือดแดงได้ ทำให้มีปริมาณเม็ดเลือดขาวมากกว่าเม็ดเลือดแดง จึงห้ามใช้ยารสขมติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกิน 7 วัน

รสขมแสลงกับคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือคนที่มีอาการท้องอืดเฟ้อจุกเสียดแน่นอ่อนเพลีย กำลังตก แต่ในกรณีที่เป็นไข้มีอาการหนาวสั่นเนื่องจากภายในร่างกายมีความเย็นจึงมีอาการหนาวสั่น กลุ่มนี้จะไม่ใช้ตัวยารสขมหรือยาเย็นเพราะยิ่งไปเพิ่มความเย็นภายในร่างกาย แต่จะใช้ตัวยาที่มีรสร้อน เช่น ขิง เพื่อไล่ความเย็นออกจากร่างกาย

การรักษาอาการไข้ใช้ทั้งยาตำรับและยาเดี่ยว หรือยากลางบ้านที่หาได้ทั่วไป ซึ่งใช้ได้ในรูปของอาหารและยา ยาตำรับเป็นยาที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ คือ ยาห้ารากหรือเบญจโลกวิเชียร ยาตัวนี้ยังใช้ในการรักษาไข้เลือดออก ไข้ชิคุนกุนยาได้ดี และยาจันทลีลา ซึ่งจะใช้แก้ไข้หัวลมและไข้ที่เกิดจากปอด คือไข้ที่มักเป็นในช่วงหลังเวลา 14.00 น.ได้ดี ส่วนยาเดี่ยวที่ใช้กันมาก ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร และยังมีพวกสมุนไพรกลุ่มหญ้าต่างๆ มีสรรพคุณที่แก้ไข้อย่างดีเช่นกัน

ฟ้าทะลายโจร

ใช้ใบ/ทั้งต้น รสขม แก้ไข้ แก้หวัด แก้ทอนซิลอักเสบ แก้บิด แก้ท้องเดิน

วิธีใช้ แก้ไข้ เป็นหวัด ปวดหัว ตัวร้อน ใช้ใบและกิ่ง 1 กำมือ (แห้งหนัก 3 กรัม สดหนัก 25 กรัม) ต้มน้ำดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลามีอาการ

ปัจจุบันมีฟ้าทะลายโจรแบบเม็ดและแคปซูลจำหน่ายทั่วไป ซึ่งใช้ง่ายกว่าการต้มน้ำดื่มมาก

ข้อควรระวัง ฟ้าทะลายโจรเป็นยาเย็น ใช้ติดต่อกันได้ไม่เกิน 7 วัน ถ้าใช้ในระยะยาวกว่านี้อาจทำให้เกิดอาการหนาวสั่นหรือมือ-เท้าเย็น กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย หรืออ่อนเพลีย กำลังตก

บอระเพ็ด

เถา รสขมเย็น แก้ไข้ทุกชนิด แก้ร้อนในกระหายน้ำ ทำให้เลือดเย็น บำรุงน้ำดี บำรุงธาตุไฟ เจริญอาหาร การใช้ให้ใช้เถา 30-40 กรัม ตำคั้นเอาน้ำดื่ม หรือต้มกับน้ำสะอาด โดยต้มน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือน้ำยา 1 ส่วน ใช้ดื่มก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเมื่อมีอาการ

หญ้าตีนกา

ใช้ทั้งต้น ขมเย็น แก้พิษไข้ ทำให้ใจชุ่มชื่น แก้ช้ำใน วิธีใช้ให้ใช้ทั้งต้นสัก 1 กำมือ ต้มเอาน้ำดื่มลดไข้ ช่วยให้จิตใจชุ่มชื่นหรือทั้งต้นตำกับเหล้า ใช้พอกหรือทาแก้ฟกบวม แก้ปวดแสบปวดร้อนตามร่างกาย
ดอกชบา

ใช้ดอก รสหวานเย็น โดยใช้ดอกชบา 4 ดอกแช่ในน้ำต้มสุก 2 แก้ว แล้วดื่มต่างน้ำ จะช่วยดับร้อนผ่อนกระหายและแก้ไข้ได้ดี

ดอกบัวหลวง

ใช้เกสรและดอก รสฝาดหอม แก้ไข้ แก้เสมหะและโลหิต บำรุงครรภ์ บำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง ใช้เกสรดอกหรือทั้งดอก ต้มเอาน้ำดื่มแก้ไข้ หรือใช้กลีบดอกปรุงเป็นอาหารแก้ไข้
หญ้าดอกขาว

ใช้ทั้งต้น รสเย็นขื่น ลดไข้ แก้ไอ วิธีใช้เอาทั้งต้นและใบนำไปต้มกับน้ำดื่มแก้ไข้
หญ้าตีนนก

ใช้ทั้งต้น รสขมเย็น แก้พิษไข้ แก้ไข้เพื่อดี แก้ดีแห้ง แก้ดีซ่าน วิธีใช้เอาทั้งต้นต้มกับน้ำดื่มแก้ไข้ ช่วยให้จิตใจชุ่มชื่นและแก้ช้ำใน
คูน

ใช้ดอก รสขมเปรี้ยว แก้ไข้ ระบายท้อง แก้พรรดึก แก้แผลเรื้อรัง แก้โรคกระเพาะอาหาร วิธีใช้เอาดอกคูนปรุงเป็นของหวานหรืออาหารรับประทานแก้ไข้
ทองกวาว

ใช้ดอก รสฝาดขม ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะให้ใช้ดอกปรุงอาหาร หรือต้มกับน้ำดื่มช่วยลดไข้

ขิง

ใช้เหง้า รสเผ็ดร้อน แก้ไอ แก้ไข้ แก้ท้องอืดเฟ้อ โดยนำเหง้าแก่สด 10 กรัม และขิงแห้ง 2 กรัม ต้มกับน้ำตาลทรายแดง ดื่มเพื่อรักษาอาการ หรือใช้ขิงแก่ 2-3 เหง้านำมาทุบให้ละเอียดต้มกับน้ำอาบเพื่อขับเหงื่อ ลดอาการไข้เนื่องจากหวัด

สมุนไพรเหล่านี้หาได้ง่าย ใช้แก้อาการไข้เบื้องต้นได้ แต่อย่าปล่อยไว้นาน และถ้ามีไข้สูงต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจน เพราะถ้าปล่อยให้โรคลุกลามอาจนำไปสู่โรคอื่น ๆ จะทำให้การรักษายากยิ่งขึ้น

ไข่เน่า

ไข่เน่า สมุนไพรชื่อเหม็น แต่ดอกหอม สุดยอดสรรพคุณบำรุงสมอง บำรุงระบบเพศ (หมอชาวบ้าน)
โดย ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี

ได้ยินชื่อ ไข่เน่า อาจจะคิดว่าสมุนไพรชนิดนี้คงจะมีกลิ่นเหม็นแน่ ๆ แต่จริง ๆ แล้วเป็นสมุนไพรที่มีดอกหอม และเต็มไปด้วยสรรพคุณที่ชวนทุกคนมาทำความรู้จักกัน

ไข่เน่า” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vitex glabrata R. Br. อยู่ในวงศ์ Verbenaceaa มีชื่อตามท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ขี้เห็น (เลย อุบลราชธานี) ปลู (เขมร-สุรินทร์) คมขวาน ฝรั่งโคก (ภาคกลาง) เป็นต้น ขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด

ไข่เน่า เป็นพรรณไม้ยืนต้น มีทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ ลำต้นมีความสูงประมาณ 10-12 เมตร ลำต้นเกลี้ยงเป็นสีหม่นและมีด่างเป็นดวงขาว ๆ ลักษณะของใบเป็นใบประกอบ มีสีเขียวเข้ม คล้ายงิ้ว มีขนาดไม่เท่ากัน ปลายใบแหลมเป็นติ่ง ส่วนโคนใบขอบแหลมหรือมน ขนาดของใบกว้างประมาณ 3-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 9-22 เซนติเมตร ผิวใบด้านบนเกลี้ยงมีสีเขียวเข้มและเป็นมัน ส่วนท้องใบมีสีอ่อนกว่า และมีขนสั้นอยู่ประปราย ก้านใบย่อยยาวประมาณ 1-7 เซนติเมตร ส่วนก้านช่อใบจะยาวประมาณ 7-20 เซนติเมตร

ดอกไข่เน่า ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กและมีกลิ่นหอม กลีบดอกมีสีม่วงอ่อน หรือสีม่วงอมชมพู สีขาวมีแดงเรื่อ ๆ กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดกว้าง และมีขนละเอียดที่ดอก

ส่วนผลไข่เน่า หรือลูกไข่เน่า มีลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปไข่กลับ มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร

ผลอ่อนมีสีเขียว ส่วนผลสุกจะเป็นสีม่วงดำ มีเนื้ออ่อนนุ่ม รสหวานอมเปรี้ยวและเหม็น เมล็ดมีขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย

กล่าวว่า “ไข่เน่า” เป็นผลไม้บำรุงสมองบำรุงสุขภาพของคนภาคกลาง โดยไข่เน่าจะมีสารแอนโทไซยานินสูง ซึ่งกำลังมีงานวิจัยในญี่ปุ่นและอินเดียว่าช่วยบำรุงสมองและกระดูกได้ เนื่องจากช่วยให้หลอดเลือดไหลเวียนดี จึงทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยในเรื่องโรคซางในเด็กที่ผอมแห้งแรงน้อย ช่วยให้เจริญอาหาร แต่ปัจจุบันต้นไข่เน่าในประเทศไทยมีน้อย และการเพาะปลูกต้องใช้เวลานานถึง 7 ปี จึงจะออกผล ซึ่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรกำลังนำไปอนุรักษ์และเพาะปลูก

สรรพคุณทางสมุนไพรของไข่เน่า

ผล อุดมไปด้วยแคลเซียม ใช้กิน ช่วยบำรุงกระดูก บำรุงสมอง แก้โรคกระดูกผุสำหรับผู้สูงอายุได้ดี ผลสุก มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วยในระบบขับถ่ายบำรุงระบบเพศ บำรุงไต

เปลือกต้น ช่วยรักษาพิษตาน ซาง แก้ไข้ แก้เด็กถ่ายเป็นฟอง ขับพยาธิในเด็กที่มีอาการเบื่ออาหาร เปลือกต้นไข่เน่ามีสารจำพวกสตีรอยด์ (steroid) ที่มีชื่อว่า sitosterol ecdysterone และ anguside (p-hydroxybenzoic ester of aucubin) หมอยาโบราณนิยมใช้เปลือกต้นไข่เน่า มาต้มรวมกับรากเต่าให้ เพื่อปรุงเป็นยารักษาโรคซางในเด็ก

ราก ช่วยรักษาอาการท้องร่วง ใช้ขับพยาธิไส้เดือน

เปลือกผล ช่วยรักษาโรคกระเพาะ หรือโรคลำไส้อักเสบของเด็กทารก

ต้น ช่วยแก้เลือดตกค้าง

ผล เปลือกผล ช่วยแก้โรคเกล็ดกระดี่ขึ้นนัยน์ตา

ราก เปลือกต้น มีรสฝาด ช่วยแก้อาการท้องเสีย แก้บิด ทำให้เจริญอาหาร

ราก เปลือกต้น ผล ช่วยแก้ตานขโมย (โรคพยาธิในเด็ก ที่มีอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ผอมแห้ง ซูบซีด มีอาการท้องเดิน ก้นปอด)

ประโยชน์ของไข่เน่า

ผลสุกของไข่เน่า ใช้กินสดเป็นผลไม้ มีรสหวานเอียนไม่อร่อยนัก หากใส่เกลือป่นหรือจิ้มเกลือก็จะทำให้มีรสชาติดีขึ้น อาจคลุกเคล้ากับเกลือแล้วนำไปผึ่งแดดเก็บไว้กิน หรือจะกินแบบสด ๆ หรือนำไปดองน้ำเกลือก็ได้เช่นกัน

ผลไข่เน่า สามารถนำไปทำเป็น “ขนมไข่เน่า” ได้ ซึ่งวิธีการทำจะคล้ายกับการทำขนมกล้วย แต่เปลี่ยนจากกล้วยเป็นไข่เน่า ด้วยการหยอดใส่ใบตองทรงกรวยแหลม แล้วเอามะพร้าวขูดโรยหน้าก่อนจะนำไปนึ่ง

ต้นไข่เน่า เป็นไม้ยืนต้นที่มีอายุยืนยาวนับร้อยปี เป็นไม้ที่น่าปลูกสะสม เพราะปัจจุบันเริ่มหายากลงทุกที โดยนิยมปลูกไว้เพื่อเป็นร่มเงาเนื่องจากเป็นไม้ไม่ผลัดใบ

เนื้อไม้ มีความแข็งแรง สามารถนำมาใช้ทำเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องเรือน หรือเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ได้

หนุมานประสานกาย

หนุมานประสานกาย สมุนไพรแก้หอบหืดตัวเด็ดอีกชนิดหนึ่ง สำหรับคนที่อยากเลี่ยงการใช้ยา ลองรักษาโรคหอบหืดด้วยสมุนไพรไทยดี ๆ ตัวนี้สิ

อากาศชื้นมักกระทบต่อเด็กและผู้สูงวัยที่ภูมิต้านทานน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ๆ ความชื้นจะทำให้เป็นไข้หวัด ไอ ได้เร็วและอยู่นาน เมื่อก่อนไข้หวัดในบ้านเราไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เมื่อเป็นก็รักษาตามอาการ แต่พอโลกกว้างขวางเรียกว่าโลกาภิวัตน์ หรือโลกไร้พรมแดน การพัฒนาของโรคก็เติบโตตาม ไข้หวัดในวันนี้มีสายพันธุ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น มีความรุนแรงของโรคมากขึ้น รักษายากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเร็วขึ้น ดังนั้นต้องเตือนประชาชนให้รู้เท่าทันไข้หวัดและอันตราย

เมื่อเป็นไข้หวัดต้องรีบรักษา ดูแลสุขภาวะในครอบครัวให้สะอาด เมื่อก้าวเข้าสู่ฤดูกาลของการระบาดของโรคก็ควรต้องระวังในเรื่องอาหารการกิน เครื่องดื่ม น้ำควรดื่มน้ำต้มสุก อาหารควรปรุงให้สุกและร้อน และสิ่งหนึ่งที่จะช่วยในการดูแลควบคู่กับการป้องกันสุขภาพจากโรคภัยไข้เจ็บได้คือการใช้สมุนไพรในรูปของอาหารและเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายเราได้

หนุมานประสานกาย (Edible-stemed Vine) เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่ใช้ในการป้องกันและต่อสู้กับไข้หวัด รวมไปถึงหอบ หืดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นพืชในวงศ์ Araliaceae ชื่อวิทยาศาสตร์ Schefferaleucantha R. Vig. มีข้อมูลการวิจัยพบว่ามีสารออกฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อหลอดลมขยายแต่ไปกดหัวใจ สาระสำคัญเหล่านี้เป็นสารกลุ่มซาโปนิน สามารถขยายหลอดลม ซึ่งจะหลดการหลั่งสารฮีสตามีน และสารเมซโคลินที่ก่อให้เกิดการแพ้ สกัดสาร?เอทานอลจาก?ใบหนุมานประสานกาย สามารถกระตุ้น?การสร้าง?เนื้อ?เยื่อบุผิว?ให้?เร็วขึ้น ?และ?เพิ่ม?การหดตัวของบาด?แผล?ได้มากกว่า?แผลที่?ไม่?ได้?ใช้สมุน?ไพร ซึ่งที่พบนั้นสอดคล้องกับตำรายาไทยโบราณที่มีการนำใบหนุมานประสานกายไปใช้รักษาโรคหอบหืดและใช้ในการสมานแผล

สรรพคุณทางยาไทยบันทึกว่า ใบรสหอมเผ็ดปร่า ขมฝาดเล็กน้อย แก้เจ็บคอ คออักเสบ แก้ปอด และหลอดลมอักเสบ แก้ช้ำใน แก้เส้นเลือดฝอยในสมองแตก ทำให้เป็นอัมพาต แก้อาเจียนเป็นเลือด กระจายเลือดลมที่จับกันเป็นก้อนหรือคั่งภายใน ใช้ภายนอกตำพอกแผลสด ห้ามเลือด สมานแผลแก้อักเสบบวมทั้งต้น รสหอมเผ็ดปร่าขมฝาดเล็กน้อย ทำให้เลือดลมเดินสะดวก ต้มดื่มรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้

หมอพื้นบ้านแนะวิธีการนำมาใช้ประโยชน์ ใช้แก้ไอ เอายอดสดสัก 2-3 ยอด ล้างให้สะอาดเคี้ยวให้แหลกแล้วกลืนกินทั้งเนื้อและกาก ใช้แก้ไอในช่วงที่ยังไม่ไอมากนักมักได้ผลดี แก้เจ็บคอและร้อนในได้ด้วย ถ้าขมมากรู้สึกว่ากลืนไม่ไหวก็กลืนเอาแต่น้ำคายกากทิ้ง หรือเอายอดสดสัก 5-10 ช่อ ต้มกับน้ำ 2 แก้วให้เหลือ 1 แก้ว ดื่มเช้า-เย็น ก่อนอาหาร รักษาโรคหอบหืด หรือใช้ใบสด 10 ช่อตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำผสมกับเหล้าขาว ใช้เป็นยาแก้ไอ แก้หอบหืด แก้อาเจียนเป็นเลือด

นำใบสดต้มกินต่างน้ำ หรือทำเป็นใบชาจิบบ่อย ๆ จะช่วยในเรื่องลดอาการภูมิแพ้ลงได้ด้วย ใช้ใบสดตำให้ละเอียด เอากากมาพอก หรือทาสมานแผล และห้ามเลือด

ข้อควรระวัง ห้ามใช้กับคนเป็นโรคหัวใจ คนที่มีไข้สูง หญิงมีครรภ์ และห้ามกินยานี้ในขณะที่กำลังเหนื่อย ๆ หรือในขณะที่หัวใจเต้นเร็ว เช่นหลังออกกำลังกายเพราะจะยิ่งทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น

หนุมานประสานกายเป็นพืชที่ปลูกง่าย เมื่อเติบโตแล้วก็ไม่ต้องการการดูแลมาก ปลูกใส่กระถางไว้สักกระถาง สามารถเก็บใช้ประโยชน์ได้นานและยังได้ยาที่เก็บใช้ได้ทันใจ บางวันถ้าโดนละอองฝนรู้สึกเจ็บคอ ครั่นเนื้อครั่นตัว เด็ดเอาใบหนุมานสักช่อเคี้ยวให้ละเอียด กลืนเอาแต่น้ำแล้วคายกากทิ้งก็สามารถช่วยได้มากเลย รสชาติออกจะขมบ้างแต่ไม่ขมจัดเท่าฟ้าทะลายโจร แต่ถ้าเป็นกลุ่มหอบหืดอาจใช้เวลาในการรับประทานติดต่อกันนานสักหน่อยขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย

โลดทะนงแดง

นแวดวงหมอพื้นบ้านที่เชี่ยวชาญด้านการรักษาพิษงูหรือสัตว์มีพิษกัดต่อย ต้องรู้จักประโยชน์และการใช้ประโยชน์ของสมุนไพรโลดทะนงแดงเป็นอย่างดี เพราะสมุนไพรตัวนี้มีความโดดเด่นในการถอนพิษสัตว์ร้ายได้ดีมาก บางรายมีพิษตกค้างสะสมในร่างกายเป็นเวลานานหลายปี แต่พอได้รับการรักษาจากหมอพื้นบ้านผู้เชี่ยวชาญโดยการใช้โลดทะนงแดงถอนพา อาการที่เกิดจากพิษนั้นก็หายลุล่วงด้วยดี

วิธีการใช้ในการรักษาพิษงู หมอพื้นบ้านจะใช้ส่วนของรากโลดทะนงแดง

ใช้ราก ฝนกับน้ำมะนาว น้ำดื่ม แก้ผิดสำแดง พิษแมงมุม ทำให้อาเจียน ถอนพิษเบื่อเมา

ใช้ราก ผสมกับเมล็ดหมาก ฝนกับน้ำรับประทาน แก้พิษงู หรือผสมกับน้ำมะนาวใช้ทาแผลแก้พิษงู

ใช้ราก ฝนน้ำกินทำให้อาเจียน เพื่อถอนพิษคนกินยาเบื่อ เมาพิษเห็ดและหอยแก้พิษงู แก้เสมหะเป็นพิษ (เสมหะหรืออุจจาระเป็นมูกเลือด) แก้หืด แก้วัณโรคเป็นยาระบาย

ใช้ราก ฝนกับน้ำมะนาวหรือสุรา รับประทานแก้พิษงู

ใช้ราก ฝนกับน้ำใช้ทาแก้ฟกช้ำ เคล็ดบวมเกลื่อนฝี หรือดูดหนอง แก้ปวดฝีแตก

แพทย์แผนไทยทางอีสาน ใช้รากต้มดื่มแก้วัณโรค

นอกจากนี้ ยังใช้ถอนพิษเบื่อเมา เช่น พิษจากเห็ด พิษเมาหอย ยาเบื่อหรือยาพิษ จัดเป็นพวกยาระบายที่ถ่ายพิษของเสียออกจากร่างกาย

มีรายงานการวิจัยว่าโลดทะนงแดงสามารถต้านพิษงูในสัตว์ทดลองได้

โลดทะนงแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ Trigonostemonreidioides (Kurz) Craib อยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae ชื่อเรียกอื่นตามท้องถิ่นข้าวเย็นเนิน (ราชบุรี, ประจวบคีรีขันธ์), ดู่เบี้ย ดู่เตี้ย (เพชรบุรี), ทะนง รักทะนง (นครราชสีมา), ทะนงแดง (ประจวบคีรีขันธ์), นางแซง (อุบลราชธานี), โลดทะนงแดง (บุรีรัมย์), หนาดคำ (เหนือ) หัวยาเข้าเย็นเนิน ข้าวเย็นเนิน (ราชบุรี, ประจวบคีรีขันธ์)
โลดทะนงแดง เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงได้ถึง 1 เมตร ลำต้นเรียวเล็ก ขึ้นเป็นกอ ทุกส่วนของต้นมีขน ลำต้นมีขนสั้นนุ่มหนาแน่น ใบ เดี่ยวเรียงสลับ เนื้อใบหนา แผ่นใบรูปขอบขนาน หรือรูปขอบขนานแกมใบหอก โคนใบมน ปลายใบแหลม เห็นเส้นใบย่อยเห็นชัด และมีขนนุ่มหนาแน่นบนผิวใบทั้งสองด้าน

ดอก แบบกระจะ ดอกสีขาว ชมพูม่วงเข้มหรือเกือบดำ ออกเป็นช่อตามซอกใบและตามกิ่งก้าน ดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกเพศผู้มีจำนวนมากกว่าอยู่บริเวณโคนช่อมีลักษณะตูมกลม ดอกเพศผู้มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ก้านดอกมีขน มีกลีบดอก 5 กลีบ ไม่มีขน มีเกสรเพศผู้ 6 อัน ก้านเกสรเชื่อมติดกันเป็นแท่งเดียว ดอกเพศเมียตูมรูปไข่ มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ มีขนจานฐานดอกล้อมรอบฐานของรังไข่ มีรังไข่เหนือวงกลีบ กลีบดอกสีขาว

ผลแห้งแตกได้ รูปค่อนข้างกลม มีขนสั้นนุ่มปกคลุมหนาแน่น แบ่งเป็น 3 พูชัดเจน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 12 มิลลิเมตร มีก้านสีแดง ยาว 3-5 เซนติเมตร เมล็ด รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่แกมสามเหลี่ยม ผิวเรียบ

ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดเจริญงอกงามในฤดูฝน พบถึงฤดูแล้งต้นมักตายแล้วเกิดหน่อใหม่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน พบตามป่าเบญจพรรณแล้ง
สรรพคุณทางยา ส่วนราก รสร้อน ใช้ฝนดื่มทำให้อาเจียน ทำให้ถ่าย ใช้ถอนพิษ ยาเมาเบื่อ ถอนพิษเห็ดเมาเบื่อ ถอนพิษเสมหะ แก้หืด คุมกำเนิด แก้วัณโรค ฝนกับน้ำมะนาวหรือสุรารับประทานแก้พิษงู และสัตว์มีพิษได้ทุกชนิด ฝนกับน้ำทาแก้ฟกช้ำ เคล็ดยอกบวม เกลื่อนฝี ดูดหนอง ปวดฝี

เปล้าตะวัน

เปล้าตะวัน สมุนไพรไทยพันธุ์ใหม่ คู่ปรับโรคระบบทางเดินอาหาร

โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารเป็นอีกกลุ่มโรคที่คนไทยเป็นกันมากขึ้นและมีแนวโน้วจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยปัจจัยด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้วิถีชีวิตคนไทยในปัจจุบันเปลี่ยนไป ทุกอย่างดูเร่งรีบขึ้นเพื่อแข่งขันกับเวลา บางคนถึงขนาดไม่ได้ทานข้าว บางคนต้องทานอาหารประเภทจานด่วนเพื่อความสะดวกรวดเร็ว รวมไปถึงภาวะความเครียดสะสม จนกระทั่งเป็นโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน ท้องผูกจนเป็นริดสีดวงทวารได้ในที่สุด

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับพืชสมุนไพรไทยพันธุ์ใหม่ที่มีชื่อว่า เปล้าตะวัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นสุดยอดสมุนไพรต้านโรคระบบทางเดินอาหาร และยังช่วยปรับสมดุลธาตุทั้ง 4 ของร่างกายทำให้ไม่เจ็บป่วยได้ง่ายได้อีกด้วย

สมุนไพรเปล้าตะวัน หรือเปล้าแดง เป็นพืชสมุนไพรในวงศ์เปล้า (Croton) โดยสมุนไพรนี้ มีต้นกำเนิดจากจังหวัดตราด ในประเทศไทยเรานี่เอง เปล้าตะวัน เป็นพืชสมุนไพรที่อยู่ในวงศ์เดียวกันกับเปล้าน้อย สารสำคัญที่พบจึงมีลักษณะเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน สารสำคัญนั้นคือ โปรโนทอล (Plaunotol) ซึ่งมีฤทธิ์ในการสมานแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ กระตุ้นการสร้างเยื่อบุลำไส้ที่เสียไป ช่วยลดปริมาณการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหารน้อยลงและเสริมระบบป้องกันการดูดซับกรดของเนื้อเยื่อบุกระเพาะ

และอีกสารสำคัญหนึ่งที่พบคือ สารคำคัญกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งสามารถพบได้ในสารเคมีที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพที่พบเฉพาะในพืช (พฤกษเคมี) ซึ่งสารชนิดนี้มีกลไกในการต้านออกซิเดชั่น ทำลายฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมเพิ่มภูมิต้านทานร่างกาย ควบคุมการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน และลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ DNA ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดการก่อเกิดเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย

ผลการวิจัยของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยพบว่า สมุนไพรเปล้าตะวันไม่มีความเป็นพิษเฉียบพลันทางปาก และสามารถกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หมายความว่า เปล้าตะวันมีส่วนช่วยในระบบการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายนั่นเอง

นอกจากนี้ผลจากการนำใบเปล้าตะวันไปศึกษาถึงฤทธิ์ต้านเชื้อเซลล์มะเร็งทางเดินน้ำดีร่วมกับผลไม้ไทย ศึกษาโดยมหาวิทยาลัยรังสิตยังพบว่า เปล้าตะวันมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อเซลล์มะเร็งทางเดินน้ำดีได้สูงถึง 50-55% ซึ่งสูงกว่าผลไม้ไทยชนิดอื่น ๆ

แต่เดิมที ได้มีการใช้กิ่งและใบของเปล้าตะวันมาต้มทานเพื่อช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการจุกเสียดแน่นท้อง แสบกลางอกจากกรดไหลย้อน และหากทานเป็นประจำจะช่วยปรับสมดุลภายในระบบทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตาม การต้มทานนั้นค่อนข้างยุ่งยากและกะปริมาณในการทานต่อครั้งยาก ปัจจุบันจึงได้มีการพัฒนาเป็นยาแคปซูลซึ่งทานง่าย สะดวกในการพกพา เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานภูมิปัญญาไทยฟื้นบ้านเข้ากับไลฟ์สไตล์คนในยุคปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน

สวนสมุนไพรเปล้าตะวัน จังหวัดตราด ซึ่งมีสมุนไพรเปล้าตะวันกว่า 2,000 ต้น และมีอายุมากกว่า 20 ปี

ดอกคำฝอย

คำฝอย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Carthamus tinctorius L. อยู่ในวงศ์ COMPOSITAE หรือชื่ออื่น ๆ เช่น คำ คำยอง ดอกคำ หมอกหนวดเสือ เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นเป็นสัน ใบเดี่ยว เรียงสลับ ขอบใบจักฟันเลื่อย ดอกเป็นกระจุก สีเหลืองแล้วเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง เป็นสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นพืชที่ให้สีสำหรับการแต่งสีอาหารได้อย่างปลอดภัย ใช้ได้ทั้งอาหารและยา

สรรพคุณทางยาจะดีต่อผู้หญิง เกี่ยวกับการบำรุงหัวใจและสุขภาพทั่วไป ปัจจุบันมีการปลูกคำฝอยในหลายประเทศ เช่น อเมริกา จีน อินเดีย เวียดนาม พม่า เพื่อเป็นสินค้าส่งออก คำฝอยเป็นสมุนไพรที่มีราคาแพงากชนิดหนึ่ง โดยส่วนของเกสรนิยมนำมาชงชา และส่วนน้ำมันจากเมล็ดคำฝอยนำมาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคไขมันในเลือดสูงได้

คำฝอย หรือดอกคำ เป็นส่วนประกอบของยาไทยมานาน มีชื่อดอกคำปรากฏในคัมภีร์มหาโชติรัตน์ ซึ่งเกี่ยวกับโลหิตสตรี คัมภีร์ชวดารเกี่ยวกับลม และคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกาเกี่ยวกับปัสสาวะและตกขาว เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่หมอยาไทยว่า คำฝอยเป็นยาบำรุงเลือดของผู้หญิงที่ดีมาก ดอกคำฝอยมีรสหวาน อุ่น ออกฤทธิ์ทางเลือดที่หัวใจและตับ รวมทั้งระบบประจำเดือนของผู้หญิง จึงช่วยบำรุงโลหิต ฟอกเลือด บำรุงประจำเดือนช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และช่วยกระจายการอุดตันของเลือด ลดอาการปวดประจำเดือน ขับน้ำคาวปลาหลังคลอด แก้อาการจุกแน่นบริเวณท้องน้อย เมื่อมีปัญหาประจำเดือนมาผิดกติปวดประจำเดือน ควรดื่มชาดอกคำฝอยจะช่วยอาการเหล่านี้ได้ดี

 

หมอยาไทใหญ่เชื่อว่า ผักแอ่งแอ หรือคำฝอย มีสรรพคุณรักษาหัวใจ โดยการนำดอกคำฝอยมาต้มกินบำรุงหัวใจ ใช้แทนยาแผนปัจจุบันได้ และสามารถนำมาประกอบอาหารบำรุงสุขภาพ โดยนำต้นอ่อนของผักแอ่งแอมาต้มใส่หมอ ไก่ เนื้อ หรือทำเป็นน้ำซุปกิน จะช่วยให้แข็งแรง คนพม่าและคนจีนก็นิยมทานน้ำซุปดอกคำฝอยเช่นกัน คนไทใหญ่ปลูกดอกตำฝอยไว้เป็นทั้งยาและอาหาร

การใช้ดอกคำฝอยเป็นยาบำรุงหัวใจนี้ ชาวจีนมีความเชี่ยวชาญมาก โดยมีการศึกษาพบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่สนับสนุนการใช้ดอกคำฝอยรักษาโรคหัวใจ เช่น มีผลทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจมากขึ้น ต้านการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ ต้านการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ ต้านการขาดเลือดของหัวใจ ป้องกันสภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบแคบลง ยังมีฤทธิ์ลดความดันโลหิต ฤทธิ์ลดการอักเสบ ลดไขมันในเลือด ดอกคำฝอยจึงมีสรรพคุณลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะการใช้น้ำมันดอกคำฝอย

หมอยาพื้นบ้านยังเชื่ออีกว่า ดอกคำฝอยสามารถบำรุงคนที่ตับไม่ดี เป็นดีซ่าน ตัวเหลืองคนที่มีอาการตัวบวม ไตไม่ดี ให้นำดอกคำฝอยมาต้มกิน นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงน้ำเหลืองให้เป็นปกติ ใช้ได้กับคนที่แสนร้อน คันตามตัว บำรุงประสาท เป็นยาระบาย ขับเหงื่อ แก้ดีพิการ

สำหรับการใช้ดอกคำฝอยของหมอยาพื้นบ้าน และในการแพทย์แผนไทย ดังปรากฏในคัมภีร์ที่เกี่ยวกับโลหิตสตรี เกี่ยวกับเลือดลมเกี่ยวกับปัสสาวะและดูตกขาวนั้น เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะมีข้อมูลการศึกษาพบว่าดอกคำฝอยมีฤทธิ์ป้องกันตับ บำรุงประสาท รวมทั้งลดการเสื่อมและการบาดเจ็บของไต ต้านการอักเสบ แก้ปวด เป็นประโยชน์ต่อการสร้างเนื้อกระดูก เพิ่มภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นการยืนยันประโยชน์ของดอกคำฝอยที่ใช้มาแต่โบราณได้เป็นอย่างดี
ยาบำรุงหัวใจ

ใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง และไขมันในเส้นเลือดสูง โดยชงชาดอกคำฝอย 1 ช้อนชา ต่อน้ำร้อน 1 แก้ว ชงดื่มวันละ 1-2 ครั้ง
หรือใช้เกสรดอกบัว ดอกคำฝอย โดยลาน ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นได้ ต้นกระถิน น้ำหนักอย่างละ 1 บาท มาต้มน้ำดื่ม

ยาลดไขมัน บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ขับเหงื่อ

ใช้ดอกคำฝอยประมาณ 1 กำมือ ผสมดอกเก๊กฮวยประมาณ 10 ดอก ใส่น้ำประมาณ 500 ซีซี ต้มประมาณ 30 นาที แล้วนำมาดื่มแทนน้ำชา วันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 1 แก้ว

ยาแก้ฝีในท้อง

ใช้เถาวัลย์เปรียง 5 ตำลึง ทองพันชั่ง 5 ตำลึง เถาคันแดง 5 ตำลึง ฝางเสน 5 ตำลึง ครั่งดิบ 10 บาท เกลือไทย 10 บาท สารส้ม 5 บาท และดอกคำฝอย 5 บาท นำมาต้มให้เดือดแล้วดื่ม

ยาแก้ประจำเดือนผิดปกติ

ใช้ฝางเสน แกแล ดอกคำฝอย หญ้าไช ผักเป็ดแดง ใบไผ่ตาก ตาไม่ตาก รากไผ่ตาก ทั้งหมด 1 กำมือ ตามด้วย ตาไม้ไผ่สีสุก 7 ตา เติมรากมะดันและรากมะขาม นำทั้งหมดมาต้มให้เดือดแล้วนำมาดื่ม

ยาแก้ปวดประจำเดือน

ใช้ดอกคำฝอย 1 หยิบมือ ชงน้ำร้อน 1 แก้ว กินวันละ 2-3 ครั้ง

ยาเลือด

ใช้ใบมะกา 1 กำมือ ใบมะขาม 1 กำมือ รากหญ้าคา 1 กำมือ ใบส้มป่อย 1 กำมือ ฝักคูน 5 ฝัก ดอกคำฝอย 10 บาท ขี้ครั่ง 10 บาท ขี้เหล็กทั้งห้า 5 ตำลึง และดีเกลือ 2 ไพ นำมาต้มให้เดือด ควรดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

ยาระดูทับไข้ ไข้ทับระดู

ใช้ฝาง 5 บาท ควรต้มดื่มเป็นประจำแล้วจะดีขึ้น

ยาต้มบำรุงโลหิต

ใช้ดอกคำฝอย 1 บาท จันทน์แดง 5 นาที จันทน์เทศ 5 บาท หญ้าไทร 1 กำมือ ฝาง 5 บาท ใบไผ่ป่า 1 กำมือ ควรต้มดื่มวันละสองครั้ง เช้า-เย็น ก่อนอาหารเช้าและเย็น

ยาลดความดัน

ใช้กระเจี๊ยบแดง พุทราจีน และดอกคำฝอย นำมาต้มน้ำให้เดือดประมาณ 30 นาที จากนั้นคั้นเอาแต่น้ำ แล้วกรองกากออก ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น ควรดื่มติดต่อกัน 4-5 วัน ความดันจะลดลง คอยวัดความดันและกินยาต่อเนื่อง แต่อาจลดปริมาณลงได้

ยาบำรุงโลหิตสตรี

ใช้ไพล 2 บาท ขิง 5 บาท ข่า 3 บาท ขมิ้นอ้อย 2 หัว ผักกาด 2 บาท ชะลูด 2 บาท กระสำพัก 2 บาท ขอนดอก 2 บาท กะทือ 2 บท กระเทียม 3 บาท กระชาย 3 บาท ดอกคำฝอย 3 บาท ดีปลี 3 บาท พริกไทย 3 บาท เกลือ 3 บาท มะกรูด 33 ผล สารส้ม 5 บาท แล้วนำมาต้ม หลังจากนั้นนำมาตากแดดไว้ประมาณ 7 วัน รับประทานวันละ 3 ถ้วย ก่อนอาหาร และก่อนเข้านอน

โทงเทงฝรั่ง

เคปกูสเบอรี่ (Cape gooseberry) ฟังชื่อแล้วต้องเป็นผลไม้ไฮโซจากเมืองนอกเมืองนาแน่ ๆ แต่ถ้าได้ยินชื่อไทยแล้วจะตกใจ เพราะนี่ล่ะคือเจ้าผลไม้ที่คนไทยเขาเรียกว่า “โทงเทงฝรั่ง” ชักคุ้น ๆ บ้างแล้วใช่ไหมล่ะ ถ้าอยากรู้สรรพคุณของโทงเทงฝรั่ง ก็ตามไปอ่านข้อมูลจาก เว็บไซต์ไทยโพสต์ ที่เขารวบรวมมาบอก

สำหรับเจ้าโทงเทงฝรั่งนี้จัดเป็นพืชในตระกูลเดียวกับพริก มะเขือ มะเขือเทศ มันฝรั่ง ยาสูบ พิทูเนีย มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้แถบประเทศเปรู ชิลี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Physalis Peruviana L. เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่มีคุณสมบัติป้องกันไข้หวัด ภูมิแพ้ วิตามินเอป้องกันอาการตาบอดในที่มืด ทำให้สายตาดี ผิวพรรณสวย ผมสวยดกดำ ตอนนี้มีการนำมาปลูกเป็นผลไม้เมืองหนาวขายกันแล้ว ทราบว่าในเมืองไทยแถวดอยอินทนนท์ก็มีการปลูกเพื่อจำหน่ายเหมือนกัน

พอหันกลับมาดูโทงเทงไทย จะพบเห็นขึ้นอยู่ตามข้างทางทั่วไป จัดเป็นพวกวัชพืชที่ไม่ใคร่มีใครรู้คุณค่า เคยพบข้างทางเดินกลับบ้าน เล็งไว้แล้วว่าลูกใกล้สุกเมื่อไหร่เธอเสร็จฉันแน่ แต่พอวันใหม่กะว่าจะไปเมียงมองดูว่ายังอยู่สบายดีหรือเปล่า กลับไม่พบต้นหญ้าและเจ้าโทงเทงแถวนั้นสักตนเลย..เลียบเตียน..สวยงามและสะอาด ต้องปรบมือให้กับความขยันของเจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดของเขตที่ขยัน แต่มันกลับทำให้เจ้าต้นโทงเทงของฉันหายวับไปหมด

ครั้งแรกที่ได้ลิ้มรสลูกโทงเทงต้องยอมรับว่ารสชาติดีมาก อร่อยและหอมด้วย ที่สำคัญโทงเทงจัดเป็นยาสมุนไพรที่มีประโยชน์มาก ชาวจีนจะปลูกยาตัวนี้เก็บไว้ใช้ประโยชน์ แต่สำหรับหมอไทยก็เก็บเอาจากที่รกชัฏข้างทางไปใช้ได้เพราะมีขึ้นเยอะแยะ แต่พักหลังพวกวัชพืชมักถูกทำลายไปมากจึงไม่ค่อยได้พบโทงเทงมากเท่าไร

ประโยชน์ที่สำคัญของโทงเทงคือ ใช้รักษาอาการทอนซิลอักเสบ หมอพื้นบ้านใช้ทั้งต้นตำให้แหลกละลายกับสุรา เอาสำลีชุบเอาน้ำยาใช้อมไว้ข้างแก้ม กลืนน้ำผ่านลำคอทีละนิด แก้ทอนซิลอักเสบ หรือที่เรียกว่าต่อมน้ำลายอักเสบ แก้ฝีในคอ ใช้แก้อาการอักเสบในลำคอได้ดี หรือคนที่แพ้แอลกอฮอล์ก็ใช้ละลายกับน้ำส้มสายชูแทน ใช้ภายในแก้ร้อนในกระหายน้ำ ใช้ภายนอกแก้ฟกบวมอักเสบทำให้เย็น

โทงเทงมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น อาทิ โทงเทง โคมจีน เผาะแผะ ทุ้งทิ้ง มะก่องเช้า ตุ้งติ้ง ต็งอั้งเช้า ทุงทิง โคมญี่ปุ่น ชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ คือ Physalis minima Linn. วงศ์ Solanaceae เป็นสมุนไพรเล็ก ๆ จำพวกหญ้า ต้นสูงประมาณครึ่งฟุตถึง 2 ฟุต ใบกลมคล้ายใบพิมเสน แต่เล็กกว่าและบางกว่ามาก ดอกสีเหลือง ผลกลมพองเหมือนโคมจีนปลายแหลม โตประมาณเท่าลูกพุทราเขื่อง ๆ งามน่าดู มีขึ้นอยู่ตามที่ชุ่มชื้น และรกร้างว่างเปล่าทั่ว ๆ ไป

พอค้นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มีรายงานทางคลินิกของโทงเทง พบว่า

แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ใช้ทั้งต้นแห้งหนัก 500 กรัม ผสมน้ำเชื่อมให้มีปริมาณ 500 ซีซี รับประทานครั้งละ 50 ซีซี วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร 10 วัน เป็น 1 รอบของการรักษา กินติดต่อกัน 3 รอบ แต่ละรอบพัก 3 วัน จากการรักษาคนไข้ 50 ราย ได้ผล 39 ราย อาการดีขึ้น 10 ราย ไม่เห็นผล 1 รายจากการรักษาโรคไอมีเสมหะ หอบ หืด ได้ผลค่อนข้างดี ระยะเวลาของการรักษาโดยเฉลี่ย 3-6 วัน ยกเว้น 1 ราย ที่รักษาถึง 20 วัน ในระหว่างการรักษาคนไข้บางคน มีอาการรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี อึดอัด เวียนหัว นอนไม่หลับ เหล่านี้เป็นอาการข้างเคียงของยานี้ หลังจากรักษา 1-5 วัน อาการเหล่านี้ก็จะหายไปเอง มีคนไข้รายหนึ่งกินต้นนี้สด ๆ หนัก 750 กรัมในเวลา 2 วัน ก็ไม่ปรากฏอาการเป็นพิษแต่อย่างใด

แก้ดีซ่าน ใช้ทั้งต้น 2 ต้น ต้มน้ำ คั้นเอาน้ำข้น ๆ มาผสมน้ำตาลพอสมควร ให้รับประทานวันละ 2-3 ครั้ง บางคนรับประทาน 10-15 ครั้ง ก็หายตัวเหลือง

แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ ใช้ต้นนี้สด ๆ (หรืออย่างแห้งก็ใช้ได้) 3 หัว แผ่น ฝักชุบน้ำตาล 2 แผ่น ใส่น้ำ 1 ถ้วย ต้มให้เหลือครึ่งถ้วย รับประทานครั้งเดียวหมด เด็กก็รับประทานลดลงตามส่วน จากการรักษาคนไข้ร้อยกว่าราย บางคนรับประทาน 4-10 ครั้งก็หาย บางคนรับประทานติดต่อกันถึง 2 เดือนจึงหาย

ในตำรายาสมุนไพรไทยได้บันทึกสรรพคุณโทงเทงไว้ว่า มีสรรพคุณแก้โรคเบาหวาน แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ ขับปัสสาวะ แก้ไอ แก้เจ็บคอ แก้ไข้ แก้ปวดศีรษะ แก้บิดมีตัว แก้พิษ ขับพยาธิในลำไส้ แก้ฟกช้ำ แก้ปวดหู แก้บวมน้ำ ยาระบาย ใช้ทั้งต้น รักษาดีซ่าน ไอหืดเรื้อรัง แผลมีหนอง เจ็บคอ ส่วนราก ใช้ขับพยาธิ รักษาโรคเบาหวาน

ช่วงนี้อากาศทางภาคเหนือและอีสานกำลังเดินเข้าสู่ความหนาวเย็น ตามโรงพยาบาลแน่นขนัดด้วยคนไข้ที่มีอาการโรคไข้หวัด โรคภูมิแพ้ เรียกว่าโรคในระบบทางเดินหายใจนำหน้ามาลิ่วเพื่อช่วยลดภาระของแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เราทุกคนต้องดูแลสุขภาพของตนเองให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่น รับประทานอาหารที่ปรุงด้วยผัก-ผลไม้ที่จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงและครอบครัวที่มีเด็กและผู้สูงวัยต้องใส่ใจใกล้ชิดให้มากขึ้นนะคะ

มะเขือพวง

ถ้าเดินเข้าตลาดแถวเมืองโคราชถามแม่ค้ามีมะเขือละครไหม แม่ค้าจะหยิบให้เลย แต่ถ้าไปถามตามตลาดแถวภาคกลาง ภาคเหนือ คงต้องตอบว่าไม่มีแน่นอน แถมต้องถูกย้อนถามด้วยว่ามันมีหน้าตาอย่างไร

ถ้าจะซื้อมะเขือละครในกรุงเทพฯ หรือภาคกลาง เราต้องเรียกมะเขือพวง ถึงบางอ้อ ! กันแล้วใช่ไหมคะ แต่ถ้าไปถามแถว ๆ อีสานนอกจากโคราชแล้ว ต้องเรียกหมากแข้ง จะรู้จักกัน แต่ถ้าภาคเหนือต้องถามหา มะแคว้งกุลา ถ้าลงไปใต้ต้องเรียกหามะแว้งช้าง ในภาษาต่างประเทศ รับจงกอม คือ ภาษาเขมร ภาษาอังกฤษมีหลายชื่อเรียก Turkey berry, Devil’s fig, Prickly nightshade, Shoo-shoo bush, Pea eggplant แถบแคริบเบียนเรียก Susumba ในภาษาทมิฬและอินเดียใต้เรียก Sundakkai

มะเขือพวง น้อยคนนักที่จะชื่นชอบในรสชาติ นอกจากผู้ใหญ่วัยกลางคนที่อาจจะคุ้นเคยกับอาหารไทยประเภทแกงเขียวหวาน หรือผัดพะแนง มากกว่าไก่ทอด ไก่ย่างที่ติดดาว รสชาติของมะเขือพวงรสขมนิด ๆ ออกเฝื่อนน้อย ๆ มีเมล็ดภายในจำนวนมากราว 200-300 เมล็ด นับว่าเป็นพืชที่มีเมล็ดภายในจำนวนมาก

เวลารับประทานอาหารพวกพะแนงหรือแกงเขียวหวานทีไร มักจะตักมะเขือพวงทิ้งทุกที แต่คุณยายแนะว่าต้องรับประทานมะเขือพวงด้วยจะได้ช่วยย่อยอาหาร เนื่องจากกะทิย่อยยาก การรับประทานกับมะเขือพวงจึงช่วยในการย่อยอาหารได้ดีขึ้น ตั้งแต่นั้นมาก็ต้องไม่ลืมตักมะเขือพวงรับประทานด้วยทุกครั้งเมื่อรับประทานขนมจีนแกงเขียวหวาน

วัฒนธรรมในการรับประทานอาหารของคนไทยก็มีเสน่ห์ในการปรุงแต่ง ไม่ใช่แค่รสชาติ แต่ยังคำนึงถึงการตัดรส เสริมรส หรือการทำหน้าที่ของอาหารนั้นๆ ด้วย มะเขือพวงจึงเติมเสน่ห์ในเมนูอาหารไทยอย่างลงตัว

สรรพคุณของมะเขือพวงตามบันทึกสรรพคุณในเภสัชกรรมแผนโบราณ กล่าวว่า

ผล มีสรรพคุณแก้ไอ ขับเสมหะ คล้ายคลึงกับมะแว้งต้นและมะแว้งเครือ

ราก ใช้แก้เท้าแตกเป็นแผล

ใบ ใช้ห้ามเลือด

ทั้งต้น รักษากลากเกลื้อน รักษาโรคผิวหนัง แก้หืด ขับปัสสาวะ ช่วยย่อยอาหาร แก้ไอ ขับเหงื่อ ทำให้เลือดหมุนเวียนดี แก้ปวดฟกช้ำจากการทำงานหนัก แก้ไอเป็นเลือด แก้ปวดกระเพาะ แก้ฝีบวมมีหนองและอักเสบ

งานวิจัยในปัจจุบันบ่งชี้ว่า มะเขือพวง ช่วยในการย่อยอาหารได้ดี ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงมีการนำไปใช้ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานมากขึ้น สารต่าง ๆ ที่พบในมะเขือพวง ได้แก่

สารทอร์โวไซด์ เอ, เอช (torvoside A, H) เป็นสเตียรอยด์ไกลไซด์ พบในลูกมะเขือ ต้านเชื้อไวรัสเริม และเชื้อ HIV

สารทอร์โวนิน บี (torvonin B) เป็นซาโปนินชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าทำให้มะเขือพวงมีฤทธิ์ขับเสมหะ

สารโซลานีน (solanine) เป็นอัลคาลอยด์จากพืชตระกูลมะเขือ โซลานีนเป็นสารที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลของแคลเซียมในร่างกาย ผู้ที่ไวต่อโซลานีนอาจมีอาการท้องเสีย ปวดหัว หรืออาเจียน ถ้าทำให้สุกด้วยความร้อนแล้วโอกาสที่จะป่วยด้วยสารดังกล่าวนี้ก็จะลดลง

สารโซลาโซนีน และโซลามาจีน (solasonine and solamagine) เป็นไกลโคซิเลตอัลคาลอยด์ที่พบในพืชตระกูลมะเขือ ในมะเขือพวงบางสายพันธุ์ (มักพบแถบแคริบเบียน) มีปริมาณสารเหล่านี้มาก ผู้ที่ไวต่อสารดังกล่าวถ้ารับประทานมะเขือพวงดิบอาจเกิดอาการของระบบทางเดินอาหาร และระบบประสาทได้โซลาโซดีน (solasodine) เป็นสารที่มีสรรพคุณต้านโรคมะเร็ง จากการศึกษาวิจัยพบว่า สารโซลาโซดีนมีประสิทธิภาพยับยั้งการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์อันเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็ง

ในประเทศต่าง ๆ มีการใช้มะเขือพวงเพื่อใช้ในการรักษาโรคอย่างกว้างขวาง เช่น

จีน ใช้ต้มน้ำดื่มแก้ไอและบำรุงเลือด ทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ผลแห้งย่างกินแกล้มอาหารบำรุงสายตาและรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรีย

อินเดีย กินผลเพื่อบำรุงตับ ช่วยบรรเทาโรคแผลในกระเพาะอาหาร ขับปัสสาวะ ช่วยย่อย และช่วยให้ผ่อนคลายง่วงนอน บำรุงตับ ใช้น้ำสกัดจากต้นมะเขือพวงแก้พิษแมลงกัดต่อย ทางตอนใต้ของประเทศอินเดียใช้ผลอ่อนบำรุงกำลังให้ร่างกาย ผลแห้งหุงน้ำมันเล็กน้อย บดเป็นผงกินครั้งละ 1 ช้อนชา ลดอาการไอและเสมหะ

แคเมอรูน ใช้ผลมะเขือพวงรักษาโรคความดันโลหิตสูง

ไอเวอรีโคสต์ นำผลมะเขือพวงใส่ซุปและซอสต่าง ๆ

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แนะให้ลองทำน้ำพริกสูตรที่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานรับประทาน โดยเครื่องปรุงทั้งหมด คือ หอม กระเทียม พริกหนุ่ม พริกขี้หนูเล็กน้อย มะเขือยาว นำไปปิ้งไฟให้หอม โขลกให้แหลก แล้วเอามะเขือพวงลงไปบุบให้แตก จากนั้นปรุงรสตามชอบ หรือมะเขือพวงจะปิ้งก่อนก็ได้ช่วยเพิ่มความหอม เหมาะกับผู้ป่ายเบาหวาน หรือไม่เป็นเบาหวานก็จัดเป็นเมนูต้านโรคได้

ทางด้านคุณค่าทางโภชนาการ มะเขือพวงมีความเด่นในสารอาหารหลายชนิด เช่น มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และเส้นใยอาหารสูง เส้นใยอาหารที่พบคือกลุ่มแพกติน ซึ่งเป็นเส้นใยละลายน้ำ ช่วยเคลือบผนังลำไส้ ดูดซับไขมันส่วนเกินจากอาหาร ลดการดูดซึมสารอาหารคาร์โบไฮเดรต ดึงน้ำไว้จึงช่วยให้อุจจาระนุ่ม ขับถ่ายได้ง่าย จึงป้องกันโรคท้องผูกและริดสีดวงทวารได้ กระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างปกติ

 

 

 

กระจับ

กระจับ สมุนไพรแห่งการบำรุงทุกเพศทุกวัย (happy+)
เรื่อง ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

กระจับ สรรพคุณสมุนไพรชั้นเลิศ ช่วยบำรุงทุกเพศ ทุกวัย แถมช่วยดับพิษร้อน ทำเป็นอาหารก็ได้

เมื่อพูดถึงต้น “กระจับ” หลาย ๆ คนอาจไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น และไม่เคยได้ยินว่ามีต้นไม้ชื่อแปลก ๆ ชนิดนี้ด้วยหรือ กระจับเป็นพืชน้ำ ส่วนใหญ่อยู่ใต้น้ำ โผล่ใบขึ้นมาเหมือนต้นบัว นับว่าเป็นคนไม้น้ำที่น่าสนใจมากชนิดหนึ่ง เพราะมีรูปร่างประหลาด มีผลหน้าตาเหมือนเขาควาย เด็ก ๆ ชอบเอามาต้มกิน หรือนาเป็นของเล่นเขาขวิดกัน

“กระจับ” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trapa bicornis. อยู่ในวงศ์ TRAPACEAE มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่าง ๆ ว่า เขาควาย มะแงง ม่าแงง พายับ เป็นต้น กระจับเป็นพืชน้ำล้มลุกอายุหลายฤดู ลักษณะเป็นกอลอยน้ำ ใบมี 2 แบบ คือ ใบได้น้ำเป็นเส้นยาวคล้ายราก ส่วนใบลอยน้ำมีลักษณะคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ขอบใบแหลม ผิวใบด้านบนสีเขียวเป็นมัน ด้านล่างมีสีแดง ก้านใบยาว ตรงกลางพอง ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวสีขาว ออกที่โดนก้านใบ มีกลีบดอก 4 กลีบ บานเหนือน้ำ เมื่อเป็นผลจะจมลงใต้น้ำผลหรือผักกระจับมีสีดำขนาดใหญ่เปลือกหนาแข็ง เขางอโค้งคล้ายเขาควาย เนื้อในสีขาว ขยายพันธุ์โดยกรแยกหน่อ

กระจับมีสรรพคุณทางยาที่สำคัญ คือ เป็นยาบำรุงของทั้งเด็กผู้หญิง ผู้ชาย ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยหลังฟื้นไข้ เนื่องจากเด็กต้องการการเสริมสร้างเนื้อเยื่อ เพื่อเตรียมตัวเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์แข็งแรง เป็นรากฐานของสุขภาพที่ดีในภายภาคหน้า ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยกระจับช่วยสร้างน้ำอสุจิในผู้ชาย สร้างไข่และผนังมดลูกในผู้หญิง ซึ่งล้วนเป็นกลไกของเสมหะ กระจับที่บำรุงเสมหะจึงทำหน้าที่สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสืบพันธุ์ของทั้งสองเพศ

นอกจากนี้เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่ากระจับช่วยบำรุงผู้สูงอายุ บำรุงกำลังคนไข้ ฟื้นฟูลำไส้หลังอาการท้องเสีย แก้อ่อนเพลียแก้เมาค้าง และนอกจากมีฤทธิ์ทางบำรุงแล้ว กระจับยังมีสรรพคุณในทางดับพิษร้อน เช่น การมีประจำเดือนมาก แก้ร้อนในกระหายน้ำ โดยเฉพาะการกินกระจับอ่อนสด ๆ เป็นต้น

สรรพคุณที่สำคัญและโดดเด่นที่สุดของ “กระจับ” คือ เป็นยาบำรุงครรภ์ บำรุงน้ำนม ผู้หญิงเป็นผู้ดูแลชีวิต ชีวิตเริ่มตั้งแต่ในครรภ์ของมารดา ผู้เป็นมารดาจะคอยระมัดระวังการใช้ชีวิต การกินยากินอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้มีผลกระทบมาถึงลูกในท้อง ทั้งยังแสวงหาอาหารที่เป็นประโยชน์ มีคุณสมบัติในการบำรุงทารกในครรภ์ และเมื่อลูกคลอดออกมาก็ต้องมีน้ำนมอันสมบูรณ์ให้ลูกดื่มกิน ซึ่งพืชพรรณที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ต้องมีสารอาหาร และความปลอดภัยสูง
ในตำรายาไทยจัดให้ “กระจับ” เป็นหนึ่งในนั้น ที่พิเศษคือ กระจับบำรุงทารกในครรภ์และบำรุงน้ำนม ในมุมของการแพทย์แผนไทยกระจับมีคุณสมบัติหวาน เย็น ช่วยบำรุงเนื้อหนังให้บริบูรณ์ หรือบำรุงทางเสมหะ ซึ่งเป็นกลไกของการเสริมสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทำให้ทารกเจริญเติบโตได้ดี ทำให้แม่มีน้ำนมเลี้ยงลูก

ในความเป็นผู้หญิงที่จะต้องเป็นแม่ ภรรยา และผู้ดูแลคนในบ้านสุขภาพของคนในบ้านอยู่ในมือเรา ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การบำรุงครรภ์เหลือเพียงยาบำรุงเลือดที่รับจากคลินิกฝากครรภ์ อาหารการกินเพื่อบำรุงนั้นอยู่ในแคปซูลของบริษัทผลิตอาหารสเริม เพียงหันกลับมามองชะลอมใส่ฝักสีดาหน้าตาประหลาด อาจคืนพลังอำนาจในการบำรุงสุขภาพ ที่ผู้หญิงจะนำคืนมาให้ครอบครัว กระจับจึงเป็นอาหารของการบำรุงที่ควรด่านแก่การกินจริง ๆ

ตำรับยา
ยาบำรุงกำลังกระจับสำหรับชาย-หญิง

นำผลกระจับ 100 ผล ต้มน้ำทิ้งไว้ให้เย็น ปอกเปลือกออกนำเปลือกตากแดดให้แห้ง ตำผลใส่ในขวดแก้วไว้ นำผงยา 1 ช้อนโต๊ะ ใส่ผสมกับน้ำผึ้ง น้ำตาล นมดื่มวันละครั้ง ทุกวัน

ตำรับอาหาร

กระจับต้มสามารถนำมาปอกเปลือกต้มกินเล่นเป็นของว่าง นำมาทำเป็นของหวาน เช่น กระจับต้มน้ำขิง กระจับน้ำแข็งใส กินร่วมกับเม็ดบัว มะพร้าวอ่อนใส่น้ำหวานน้ำแข็งกินเป็นของหวาน และยังสามารถนำมาปอกอาหารได้ เช่น กระจับต้มซี่โครงหมู กระจับผัด และกระจับผัดพริกกุ้งนาง